TFEX
5 Min Read

เทรด Options ด้วยคำสั่ง Combination Order จัดการกลยุทธ์ได้ง่ายๆ ในคำสั่งเดียว

by TFEX

CombinationOrder860x360

ใหม่! เทรด Options ด้วยคำสั่ง Combination Order จัดการกลยุทธ์ได้ง่ายๆ ในคำสั่งเดียว

การส่งคำสั่ง Combination Order ในตลาด TFEX

Combination Order เป็นคำสั่งที่รวมคำสั่งซื้อและคำสั่งขายเข้าไว้ด้วยกันในการส่งคำสั่งเพียงครั้งเดียว เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถสร้างกลยุทธ์การซื้อขาย หรือ Roll over สัญญา ได้อย่างมีประสิทธิภาพในราคาที่ต้องการ

ทำไมต้องใช้ Combination Order?

1. ป้องกันความเสี่ยงด้านการส่งคำสั่ง (Execution Risk):
  • หากผู้ลงทุนส่งคำสั่งแยกกันทีละรายการ มีโอกาสที่คำสั่งขานึงจะถูกจับคู่ ในขณะที่คำสั่งขาที่เหลือไม่ถูกจับคู่ ส่งผลให้นักลงทุนมีสถานะไม่ครบตามกลยุทธ์ที่วางไว้ และต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของตลาดในระหว่างนั้น
  • Combination Order ช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยกำหนดให้ทุกขาของกลยุทธ์ถูกจับคู่พร้อมกันในคำสั่งเดียว ทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับสถานะครบตามกลยุทธ์ที่ต้องการ
2. ได้ราคาตามต้องการ ประหยัดเวลาและสะดวก:
  • ไม่ต้องกังวลหากตลาดมีความผันผวน Combination Order จะล็อกราคา “ส่วนต่าง” (Net Price) ไว้ให้ ทำให้มั่นใจได้ว่ากลยุทธ์ที่ต้องการจะเกิดบนราคาที่คุณต้องการเช่นกัน
3. ช่วยในการ Roll-Over สัญญา:
  • คือการปิดสถานะสัญญาเดิม ที่ใกล้หมดอายุ แล้วไปเปิดสถานะใหม่ในสัญญาที่มีอายุไกลออกไป เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการลงทุน

ปัจจุบันผู้ลงทุนสามารถส่งคำสั่งรูปแบบ Combination Order ในตลาด TFEX ได้ทั้ง Futures และ Options

ลักษณะ Combination Order ใน Futures

Combination Order ใน Futures คือ การส่งคำสั่งซื้อขาย คู่สัญญาที่มี Underlying เดียวกัน แต่เดือนหนดอายุของสัญญาต่างกัน

การส่งคำสั่ง Combination Order ใน Futures ผู้ลงทุนจะต้องทำความเข้าใจลักษณะคำสั่งอยู่ 2 ประเด็น คือ สัญลักษณ์ที่ใช้ส่งคำสั่งซื้อขาย และราคาที่ใช้ส่งคำสั่ง

  1. สัญลักษณ์ Combination Order ในตลาด Futures

CombinationOrder-03

  • หากนักลงทุนส่งคำสั่ง LONG Futures Combination = Long สัญญาไกล + Short สัญญาใกล้
  • หากนักลงทุนส่งคำสั่ง SHORT Futures Combination = Short สัญญาไกล + Long สัญญาใกล้

*ยกเว้น Interest Rate Futures ที่การ Long = Short สัญญาไกลและ Long สัญญาใกล้, Short = Long สัญญาไกลและ Short สัญญาใกล้

  1. ราคาที่ใช้ส่งคำสั่ง Combination Order ใน Futures

การซื้อขายรูปแบบ Combination Order ราคาซื้อขาย จะเป็นเป็นส่วนต่างของ ราคาสัญญา “ไกล” - ราคาสัญญา “ใกล้”

*ยกเว้น Interest Rate Futures ที่ราคาซื้อขายเป็นส่วนต่างของ ราคาสัญญาใกล้ - ราคาสัญญาไกล

Combination-Order-1

ตัวอย่าง ราคาเสนอซื้อ/ขาย ของการส่งคำสั่งประเภท
Combination Order ของ S50 Futures

ข้อควรระวัง

1. เข้าใจเรื่องส่วนต่าง (Net Price): การส่งคำสั่งซื้อขายในรูปแบบ Combination นั้นไม่ได้ใส่ราคาของแต่ละสัญญาโดยตรง แต่เป็นการใส่ราคา “ผลรวม" (ส่วนต่าง) ของ 2 สัญญาที่มีวันหมดอายุต่างกัน

2. Margin: Combination Order ใช้หลักประกัน (Margin) ตามเกณฑ์สำหรับสถานะคู่สเปรด (Spread Margin) ผู้ลงทุนควรตรวจสอบหลักประกันที่ต้องใช้ก่อนส่งคำสั่ง

3. สภาพคล่อง (Liquidity): คำสั่ง Combination Order อาจไม่ได้รับการจับคู่ทันทีที่ราคา Net Price ที่กำหนดไว้ ทำให้คำสั่งอาจยังคงค้างอยู่ในระบบจนกว่าจะมีการจับคู่หรือถูกยกเลิก

ลักษณะ Combination Order ใน Options

Combination Order ใน Options คือ การส่งคำสั่งซื้อขาย คู่สัญญาที่มี Underlying เดียวกัน เดือนหมดอายุสัญญาเดียวกัน แต่ราคาใช้สิทธิอาจต่างกันหรือเหมือนกัน (ทั้งนี้ขึ้นกับกลยุทธ์ที่เลือกใช้)

Strategies ที่สามารถสร้างได้จาก Combination Order ใน Options

การเทรด Options มีความยืดหยุ่นสูงมาก ทำให้สามารถออกแบบกลยุทธ์เพื่อทำกำไรได้ในทุกสภาวะตลาด ซึ่งสามารถแบ่งกลยุทธ์หลักๆ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ Directional Strategies (กลยุทธ์อิงทิศทาง) และ Non-Directional Strategies (กลยุทธ์ไม่อิงทิศทาง)


ปัจจุบัน TFEX สามารส่งสั่งรูปแบบ Combination Order ใน Options ที่อ้างอิงกับสินค้า SET50 Index และ USD/THB โดยสามารถสร้างกลยุทธ์ได้ 4 รูปแบบ ดังนี้

Combination-Order-2


Directional Strategies (กลยุทธ์อิงทิศทาง)

กลยุทธ์นี้ใช้เมื่อผู้ลงทุน "มีมุมมองที่ชัดเจนว่าราคาจะขึ้นหรือลง" (Bullish หรือ Bearish) การทำกำไรจะเกิดขึ้นเมื่อราคาสินค้าอ้างอิงเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้

กลยุทธ์ที่อยู่ในกลุ่มนี้

  • Call Spread
  • Put Spread

ลักษณะเด่น:

  • ใช้เมื่อคาดการณ์ทิศทางของตลาดได้
  • กำไรและขาดทุนมีขอบเขตจำกัด
  • ช่วยลดต้นทุนเมื่อเทียบกับการซื้อ Options เพียงขาเดียว

Non-Directional Strategies (กลยุทธ์ไม่อิงทิศทาง)

กลยุทธ์นี้เหมาะผู้ลงทุน "ไม่ต้องการคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวขึ้นหรือลง  ขอแค่เคลื่อนไหวแรงๆ หรือ ไม่เคลื่อนไหวเลย" กลยุทธ์กลุ่มนี้จึงมักเน้นไปที่การเก็งกำไรจาก ความผันผวน (Volatility) ของสินค้าอ้างอิง

กลยุทธ์ที่อยู่ในกลุ่มนี้

  • Straddle
  • Strangle

ลักษณะเด่น

  • ใช้เมื่อคาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่แน่ใจทิศทาง
  • สามารถสร้างผลตอบแทนได้จากการเปลี่ยนแปลงของความผันผวน
  • เหมาะสำหรับช่วงที่คาดว่าจะมีเหตุการณ์สำคัญหรือข่าวที่อาจส่งผลต่อราคา

การส่งคำสั่ง Combination Order ใน Options ผู้ลงทุนจะต้องทำความเข้าใจลักษณะคำสั่งอยู่ 3 ประเด็น คือ สัญลักษณ์ที่ใช้ส่งคำสั่งซื้อขาย, ราคาที่ใช้ส่งคำสั่ง และการปิดสัญญา

1. สัญลักษณ์ Combination Order ในตลาด Options

CombinationOrder-04

หากนักลงทุนส่งคำสั่งซื้อขาย Combination Order ใน Options ในแต่ละกลยุทธ์จะได้ผลลัพธ์ตามตัวอย่าง ดังนี้

การส่ง Long :

CO-1-23074409

* กลยุทธ์ Straddle มี Strike เดียวกันทั้ง Leg 1 และ Leg 2 (K1 = K2)

ตัวอย่าง   หากผู้ลงลงทุนคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะปรับขึ้น:

ผู้ลงทุนส่งคำสั่ง Long S50M26CS930-950 (Long Call Spread)

Combination-Order-6

เมื่อคำสั่งได้รับการจับคู่ ผู้ลงทุนจะมีสถานะในสัญญา Options ทั้ง 2 ขาตามที่กำหนดใน Combination Order ดังนี้

  • Long S50M26C930
  • Short S50M26C950

ตัวอย่าง   หากผู้ลงลงทุนมองคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะมีความผันผวน แต่ไม่แน่ใจทิศทาง:

ผู้ลงทุนส่งคำสั่ง Long S50M26SD930 (Long Straddle)

Combination-Order-7

เมื่อคำสั่งได้รับการจับคู่ ผู้ลงทุนจะมีสถานะในสัญญา Options ทั้ง 2 ขาตามที่กำหนดใน Combination Order ดังนี้

  • Long S50M26C930
  • Long S50M26P930

การส่ง Short:

CO2

* กลยุทธ์ Straddle มี Strike เดียวกันทั้ง Leg 1 และ Leg 2 (K1 = K2)

ตัวอย่าง   หากผู้ลงลงทุนคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงบวกเล็กน้อยถึงทรงตัว:

ผู้ลงทุนส่งคำสั่ง Short USDM26PS32.25-31.75 (Short Put Spread)

Combination-Order-9

เมื่อคำสั่งได้รับการจับคู่ ผู้ลงทุนจะมีสถานะในสัญญา Options ทั้ง 2 ขาตามที่กำหนดใน Combination Order ดังนี้

  • Short USDM26P32.25
  • Long USDM26P31.75

ตัวอย่าง   หากผู้ลงลงทุนคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะมีความผันผวนเล็กน้อย และน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ:

ผู้ลงทุนส่งคำสั่ง Short USDM26SG32.50-31.50 (Short Strangle)

Combination-Order-10

 เมื่อคำสั่งได้รับการจับคู่ ผู้ลงทุนจะมีสถานะในสัญญา Options ทั้ง 2 ขาตามที่กำหนดใน Combination Order ดังนี้

  • Short USDM26C32.50
  • Short USDM26P31.50
2. ราคาที่ใช้ส่งคำสั่ง Combination Order ใน Options

ราคาซื้อขาย (ราคา premium) ในการซื้อขาย Combination Order นั้น มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปในแต่ละกลยุทธ์ ดังนี้

Combination-Order-11

โดย ผู้ถือสถานะ Long จะเป็นผู้จ่ายค่า Premium ในขณะที่ผู้ถือสถานะ Short จะเป็นผู้ได้รับค่า Premium

ตัวอย่าง คำนวณ Market Price ของ S50M26CS1020-1040

Combination-Order-12


3. การปิดสัญญาของ Options Strategy ก่อนครบกำหนดอายุ

วิธีที่ 1 ปิดพร้อมกันทั้ง Strategy ด้วย Combination Order โดยเป็นการส่งคำสั่งตรงข้ามกับสถานะเดิม เพื่อปิดทั้ง 2 ขาพร้อมกัน

วิธีที่ 2 ปิดทีละขา (Leg-by-Leg) โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกปิดเฉพาะบางขาก่อน หรือทยอยปิดทีละสัญญาได้ ซึ่งผู้ลงทุนควรพิจารณาเพิ่มเติม เนื่องจาก การปิดสัญญาทีละขา อาจจะทำให้ผู้ลงทุนเหลือสถานะที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น และMargin อาจเปลี่ยนแปลงหลังปิดบางขา ทำให้ต้องวางเงินหลักประกันเพิ่ม

หมายเหตุ: หากผู้ลงทุนมีสถานะใน Options Series เดียวกันหลายรายการ ระบบจะทำการปิดสถานะตามหลัก FIFO (First In, First Out) โดยอัตโนมัติ

สรุป

Combination Order ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถดำเนินกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยลดความเสี่ยงด้านการส่งคำสั่ง (Execution Risk) ผ่านการจับคู่ทุกขาพร้อมกันในคำสั่งเดียว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการบริหารสถานะ การดำเนินกลยุทธ์ และการ Roll-Over สัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


แท็กที่เกี่ยวข้อง: Options
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง