
ใหม่! เทรด Options ด้วยคำสั่ง Combination Order จัดการกลยุทธ์ได้ง่ายๆ ในคำสั่งเดียว
การส่งคำสั่ง Combination Order ในตลาด TFEX
Combination Order เป็นคำสั่งที่รวมคำสั่งซื้อและคำสั่งขายเข้าไว้ด้วยกันในการส่งคำสั่งเพียงครั้งเดียว เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถสร้างกลยุทธ์การซื้อขาย หรือ Roll over สัญญา ได้อย่างมีประสิทธิภาพในราคาที่ต้องการ
ทำไมต้องใช้ Combination Order?
1. ป้องกันความเสี่ยงด้านการส่งคำสั่ง (Execution Risk):ปัจจุบันผู้ลงทุนสามารถส่งคำสั่งรูปแบบ Combination Order ในตลาด TFEX ได้ทั้ง Futures และ Options
ลักษณะ Combination Order ใน Futures
Combination Order ใน Futures คือ การส่งคำสั่งซื้อขาย คู่สัญญาที่มี Underlying เดียวกัน แต่เดือนหนดอายุของสัญญาต่างกัน
การส่งคำสั่ง Combination Order ใน Futures ผู้ลงทุนจะต้องทำความเข้าใจลักษณะคำสั่งอยู่ 2 ประเด็น คือ สัญลักษณ์ที่ใช้ส่งคำสั่งซื้อขาย และราคาที่ใช้ส่งคำสั่ง

*ยกเว้น Interest Rate Futures ที่การ Long = Short สัญญาไกลและ Long สัญญาใกล้, Short = Long สัญญาไกลและ Short สัญญาใกล้
การซื้อขายรูปแบบ Combination Order ราคาซื้อขาย จะเป็นเป็นส่วนต่างของ ราคาสัญญา “ไกล” - ราคาสัญญา “ใกล้”
*ยกเว้น Interest Rate Futures ที่ราคาซื้อขายเป็นส่วนต่างของ ราคาสัญญาใกล้ - ราคาสัญญาไกล

ตัวอย่าง ราคาเสนอซื้อ/ขาย ของการส่งคำสั่งประเภท
Combination Order ของ S50 Futures
ข้อควรระวัง
ลักษณะ Combination Order ใน Options
Combination Order ใน Options คือ การส่งคำสั่งซื้อขาย คู่สัญญาที่มี Underlying เดียวกัน เดือนหมดอายุสัญญาเดียวกัน แต่ราคาใช้สิทธิอาจต่างกันหรือเหมือนกัน (ทั้งนี้ขึ้นกับกลยุทธ์ที่เลือกใช้)
Strategies ที่สามารถสร้างได้จาก Combination Order ใน Options
การเทรด Options มีความยืดหยุ่นสูงมาก ทำให้สามารถออกแบบกลยุทธ์เพื่อทำกำไรได้ในทุกสภาวะตลาด ซึ่งสามารถแบ่งกลยุทธ์หลักๆ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ Directional Strategies (กลยุทธ์อิงทิศทาง) และ Non-Directional Strategies (กลยุทธ์ไม่อิงทิศทาง)
ปัจจุบัน TFEX สามารส่งสั่งรูปแบบ Combination Order ใน Options ที่อ้างอิงกับสินค้า SET50 Index และ USD/THB โดยสามารถสร้างกลยุทธ์ได้ 4 รูปแบบ ดังนี้

Directional Strategies (กลยุทธ์อิงทิศทาง)
กลยุทธ์นี้ใช้เมื่อผู้ลงทุน "มีมุมมองที่ชัดเจนว่าราคาจะขึ้นหรือลง" (Bullish หรือ Bearish) การทำกำไรจะเกิดขึ้นเมื่อราคาสินค้าอ้างอิงเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้
กลยุทธ์ที่อยู่ในกลุ่มนี้
ลักษณะเด่น:
Non-Directional Strategies (กลยุทธ์ไม่อิงทิศทาง)
กลยุทธ์นี้เหมาะผู้ลงทุน "ไม่ต้องการคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวขึ้นหรือลง ขอแค่เคลื่อนไหวแรงๆ หรือ ไม่เคลื่อนไหวเลย" กลยุทธ์กลุ่มนี้จึงมักเน้นไปที่การเก็งกำไรจาก ความผันผวน (Volatility) ของสินค้าอ้างอิง
กลยุทธ์ที่อยู่ในกลุ่มนี้
ลักษณะเด่น
การส่งคำสั่ง Combination Order ใน Options ผู้ลงทุนจะต้องทำความเข้าใจลักษณะคำสั่งอยู่ 3 ประเด็น คือ สัญลักษณ์ที่ใช้ส่งคำสั่งซื้อขาย, ราคาที่ใช้ส่งคำสั่ง และการปิดสัญญา
1. สัญลักษณ์ Combination Order ในตลาด Options
หากนักลงทุนส่งคำสั่งซื้อขาย Combination Order ใน Options ในแต่ละกลยุทธ์จะได้ผลลัพธ์ตามตัวอย่าง ดังนี้
การส่ง Long :

ตัวอย่าง หากผู้ลงลงทุนคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะปรับขึ้น:
ผู้ลงทุนส่งคำสั่ง Long S50M26CS930-950 (Long Call Spread)

เมื่อคำสั่งได้รับการจับคู่ ผู้ลงทุนจะมีสถานะในสัญญา Options ทั้ง 2 ขาตามที่กำหนดใน Combination Order ดังนี้
ตัวอย่าง หากผู้ลงลงทุนมองคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะมีความผันผวน แต่ไม่แน่ใจทิศทาง:
ผู้ลงทุนส่งคำสั่ง Long S50M26SD930 (Long Straddle)

เมื่อคำสั่งได้รับการจับคู่ ผู้ลงทุนจะมีสถานะในสัญญา Options ทั้ง 2 ขาตามที่กำหนดใน Combination Order ดังนี้
การส่ง Short:

* กลยุทธ์ Straddle มี Strike เดียวกันทั้ง Leg 1 และ Leg 2 (K1 = K2)
ตัวอย่าง หากผู้ลงลงทุนคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงบวกเล็กน้อยถึงทรงตัว:
ผู้ลงทุนส่งคำสั่ง Short USDM26PS32.25-31.75 (Short Put Spread)

เมื่อคำสั่งได้รับการจับคู่ ผู้ลงทุนจะมีสถานะในสัญญา Options ทั้ง 2 ขาตามที่กำหนดใน Combination Order ดังนี้
ตัวอย่าง หากผู้ลงลงทุนคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะมีความผันผวนเล็กน้อย และน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ:
ผู้ลงทุนส่งคำสั่ง Short USDM26SG32.50-31.50 (Short Strangle)

เมื่อคำสั่งได้รับการจับคู่ ผู้ลงทุนจะมีสถานะในสัญญา Options ทั้ง 2 ขาตามที่กำหนดใน Combination Order ดังนี้
ราคาซื้อขาย (ราคา premium) ในการซื้อขาย Combination Order นั้น มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปในแต่ละกลยุทธ์ ดังนี้
โดย ผู้ถือสถานะ Long จะเป็นผู้จ่ายค่า Premium ในขณะที่ผู้ถือสถานะ Short จะเป็นผู้ได้รับค่า Premium
ตัวอย่าง คำนวณ Market Price ของ S50M26CS1020-1040

3. การปิดสัญญาของ Options Strategy ก่อนครบกำหนดอายุ
วิธีที่ 1 ปิดพร้อมกันทั้ง Strategy ด้วย Combination Order โดยเป็นการส่งคำสั่งตรงข้ามกับสถานะเดิม เพื่อปิดทั้ง 2 ขาพร้อมกัน
วิธีที่ 2 ปิดทีละขา (Leg-by-Leg) โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกปิดเฉพาะบางขาก่อน หรือทยอยปิดทีละสัญญาได้ ซึ่งผู้ลงทุนควรพิจารณาเพิ่มเติม เนื่องจาก การปิดสัญญาทีละขา อาจจะทำให้ผู้ลงทุนเหลือสถานะที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น และMargin อาจเปลี่ยนแปลงหลังปิดบางขา ทำให้ต้องวางเงินหลักประกันเพิ่ม
หมายเหตุ: หากผู้ลงทุนมีสถานะใน Options Series เดียวกันหลายรายการ ระบบจะทำการปิดสถานะตามหลัก FIFO (First In, First Out) โดยอัตโนมัติ
สรุป
Combination Order ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถดำเนินกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยลดความเสี่ยงด้านการส่งคำสั่ง (Execution Risk) ผ่านการจับคู่ทุกขาพร้อมกันในคำสั่งเดียว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการบริหารสถานะ การดำเนินกลยุทธ์ และการ Roll-Over สัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น